วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

สติ


ใจจะถามใจ ใจจะตอบใจ .... เคยมีคนบอกฉันว่า หากเรามีสติ เราจะสามารถให้คำตอบกับตัวเราเองได้ วันที่ฉันพ่ายแพ้หมดหวัง ฉันตัวมืดดำ ใบหน้าเศร้าหมอง ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มบาง ๆ เปื้อนหน้า ฉันพยายามตั้งสติ มองเข้าไปในกระจก ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ฉัน และบอกกับฉันว่า ฉันยังมีหัวใจ หัวใจดวงนี้ยังอยู่ สิ่งที่ถูกทำลายไป เป็นเพียงความรู้สึกที่ฉันยึดมันไว้เท่านั้น ..... ฉันต้องปล่อยความรู้สึกนั้นจากไป ตัวและหัวใจฉันจะยังอยู่ ฉันจะเป็นคนใหม่ ..... ในวันนั้น ใจของฉัน ปลอบประโลมตัวฉันเองได้อย่างดี .... เพราะสติที่ฉันมีอยู่นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

รองเท้าของฉัน


ครั้งหนึ่ง มีคนบอกให้ฉันถอดรองเท้าคู่นี้ออก เขาบอกจะประสบความสำเร็จต้องใส่รองเท้าหนังมันวับ ฉันถอดออกตามเขาบอก ฉันทรมานกับรองเท้าคู่ใหม่ได้ไม่ถึงเดือน และฉันกลับมาหารองเท้าคู่นี้อีก ฉันร้องไห้ขอร้องให้รองเท้าคู่นี้ยกโทษให้ฉัน ฉันได้โอกาสนั้น ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ารองเท้าคู่นี้เหมาะกับฉัน และฉันจะไม่มีวันเชื่อคนอื่นมากไปกว่าเสียงของตัวฉันอีก ฉันไม่สนใจอีกแล้วกับความสำเร็จ ฉันขอมีความสุขกับการเดินทางด้วยรองเท้าที่ฉันใส่แล้วมีความสุขก็พอ

อากาศหนาว พี่สาวนอนตด


อากาศหนาว พี่สาวนอนตด อุ่นก้นไปหมด ช่วยลดความหนาว ... มานอนด้วยกัน มาช่วยฉันตด จะได้อุ่นกันหมด ลดอากาศหนาวววววววว ^^

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

ดวงดาว


IRIS : ไอริส เปรี้ยวที่ใจ วัยไม่เกี่ยว


เมื่อช่วงปีใหม่ (1 ม.ค.59) ได้อ่านรีวิวหนึ่ง เขียนถึงหนังเรื่องนี้ว่าเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย เลยตั้งใจว่าถ้ากลับไปเชียงใหม่จะรีบไปดูให้ได้

เนื่องจากโรงฉายน้อยและเป็นหนังสารคดี แล้วหนังก็ฉายมาตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 58 จึงต้องรีบโทรสอบถามกับทางโรงฉายว่าในวันที่กลับไปจะยังคงฉายอยู่หรือไม่

โชคดีที่ยังได้ดู .........

ตอนเปิดเรื่องยังคิดในใจว่ามันจะสนุกไหมนะ เพราะมันออกแนวสารคดีจริง ๆ แต่การนำเสนอของผู้กำกับทำให้ชวนติดตาม และแน่นอนว่าแต่ละคนที่ได้ไปดู ได้อะไรจากหนังเรื่องนี้แตกต่างกัน คนที่ชอบตกแต่งภายในก็จะได้แบบนึง คนที่ชอบแฟชั่นจะได้แบบนึง หรือแม้แต่ใครก็ตามที่ได้ดู จะต้องได้อะไรจากหนังเรื่องนี้แน่นอนไม่มากก็น้อย

สำหรับฉัน ประทับใจในหนังเรื่องนี้มาก ไม่เสียดายเงิน และคงเสียใจหากไม่ได้ดู 

หนังเป็นเรื่องราวชีวิตของไอริสในปัจจุบัน (ช่วงถ่ายทำ) มันไม่ได้พิเศษ ไม่ได้เซ็ตอะไร (ก็สารคดีอ่ะเนอะ) แต่พอดูจบฉันได้เข้าใจชีวิต ไม่ใช่ของ IRIS แต่เป็นของตัวฉันเอง คุณป้า IRIS เหมือนสอนฉันผ่านหนังเรื่องนี้ ในเรื่องการรู้จักตัวเอง การต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนรักและต้องการ การไม่สนใจว่าผู้อื่นจะคิดอะไร การมั่นใจกับสิ่งที่ทำ การช่วยเหลือผู้อื่นในด้านการให้ความร่วมมือกับผู้คนมากหน้าหลายตา การได้ช่วยแนะนำนักศึกษาเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจสิ่งที่ตัวเองจะต้องทำทั้งมุมกว้าง เชิงลึกและมุมมองที่แปลกออกไป

ยังมีการให้ข้อคิดในเรื่องศัลยกรรม รวมถึงเรายังสัมผัสกับธรรมะได้จากการที่ป้า IRIS ค่อย ๆ ปล่อยให้สิ่งของที่สะสมอยู่จากไป ซึ่งคุณป้าบอกว่า ถ้าแก่แล้วเราจะรู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไป

ที่ประทับใจที่สุด คือเรื่องความรักของคุณป้า IRIS นั่นเอง เป็นคู่ที่อยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา เข้าใจและรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง มันทำให้ฉันร้องไห้ เมื่อคิคว่าถ้ามีใครสักคนต้องจากไป อีกคนจะเป็นอย่างไร (ตอนที่หนังสารคดีเรื่องนี้ฉาย Carl ผู้เป็นสามี และ Albert ผู้กำกับได้เสียชิวิตแล้ว)

ตอนนี้หนังยังฉายอยู่ (SFW เซ็นทรัลเวิร์ล และ SFX เมญ่า เชียงใหม่)  ถ้าใครอยากได้แรงบันดาลใจไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่นอย่างเดียว ใครก็ดูได้ ไม่น่าเบื่อ ออกจะตลกด้วยซ้ำ แนะนำให้ไปดูนะคะ

เข้าไปดูรายละเอียดได้จากเพจนี้ค่ะ www.facebook.com/DocumentaryClubTH